สนธิ ลิ้มทองกุล แถลงเปิดใจ หลังบอร์ด อสมท มีมติถอดรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์ ออกจากผังรายการของโมเดิร์นไนน์ ระบุข้ออ้างในการถอดรายการล้วนบิดเบือนความจริง เชื่อผู้บริหาร อสมท ทำเพื่อตำแหน่งตัวเอง พร้อมเผยอาจจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์แบบสัญจรข้างถนน ผู้จัดการออนไลน์ นำรายละเอียดคำแถลงทั้งหมดมานำเสนอ
ข้อกล่าวหาที่ว่า เนื่องจากว่ารายการนี้ก่อให้เกิดคดีความขึ้นมาในสายยุติธรรมหลายคดี อันนี้ไม่จริง มีอยู่คดีเดียว กับ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ซึ่งศาลกรุงเทพอาญาใต้ได้พิพากษายกฟ้องทุกกรณีก็แสดงว่าสิ่งที่เราพูดนั้นไม่ผิด
2 อีกข้อหาคือได้กล่าวถึงการแต่งตั้งการรักษาการสมเด็จพระสังฆราช ว่าเป็นการละเมิดหรือขัดพระราชอำนาจ อันนี้ก็ผิด เพราะสิ่งที่ผมถามและผมพูดคือ วันนี้เรามีสมเด็จพระสังฆราช 2 พระองค์ พระองค์แรกนั้นรัฐบาลอ้างว่าประชวร ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ เลยตั้งรักษาสมเด็จพระสังฆราชและมีหลักฐาน ซึ่งชี้แจงและรัฐบาลไม่กล้าตอบว่า ขณะนี้ที่รัฐบาลแจ้งบอกว่าสมเด็จพระสังฆราชองค์แรกประชวร แต่ทำไมพระองค์ท่านยังคงปฏิบัติภารกิจได้ตลอดเวลา
และประกอบกับพี่ชายผม นายแพทย์ศักดิ์ชัย ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะแพทย์ที่ดูแลรักษาพระองค์ท่าน ก็พูดกับผมตรงไปตรงมาว่า พระองค์ท่านเป็นโรคคนแก่ คือคนอายุ 92 เดินเหินเชื่องช้า ไม่ใช่ไม่มีความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่รัฐบาลโดยทางรองนายกฯ วิษณุ เครืองาม พยายามที่จะให้แพทย์ลงความเห็นว่าพระองค์ท่าน ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้เลย ซึ่งแพทย์จุฬาฯ ไม่ยอม เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมถามเพื่อให้สังคมตอบว่า ทำไมเราถึงมีสมเด็จพระสังฆราชถึง 2 พระองค์ ถ้าเรายึดหลักของว่าพระองค์ท่านประชวรตามหลักข้ออ้าง การตั้งสมมติฐาน
โดยรัฐบาลแล้ว วันนี้พระองค์ท่านพิสูจน์แล้วว่าท่านไม่ได้ประชวร พระองค์ท่านไปชมพิพิธภัณฑ์ที่อัมพวาถึง 2 ชั่วโมง คนประชวรจะไปชมพิพิธภัณฑ์ได้ยังไง สิ่งที่ผมถามเป็นเพียงแต่เรียกร้องไม่ให้รัฐบาลสร้างความสับสนให้กับประชาชนผู้ซึ่งมีความเคารพในพระศาสนา การที่ใครจะเป็นสมเด็จพระสังฆราชต่อจากสมเด็จญาณฯ นั้นเมื่อถึงเวลาอันควร ย่อมมีการปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยอยู่แล้ว ไม่ใช่แต่งตั้งรักษาการสมเด็จพระสังฆราช เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง หรือตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ขณะที่สมเด็จพระสังฆราชที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เป็นองค์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นผู้ตั้ง เพราะฉะนั้นข้อกล่าวหานี้เท็จ
บทความซึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้เขียนเรื่องพ่อแผ่นดินมาอ่านในรายการ สาธุชนที่ได้รับทราบข้อความเรื่องพ่อของแผ่นดินก็จะเห็นว่า เป็นบทความที่ลึกซึ้ง มีธรรมอยู่ในบทความนั้น และก็เป็นที่ประทับใจและก็เป็นสิ่งที่ทุกคนก็เห็นด้วยกับบทความเหล่านั้นเช่นกัน ก็ถามว่าผิดที่ไหน ต่อมาก็อ้างว่าไปพบกับเลขาฯ คณะองคมนตรีและท่านราชเลขาฯ ได้รับคำยืนยันว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือพระราชสำนักเลขาธิการไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมอบหมายให้นายสนธิ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งไปกล่าวอ้างอิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าโดยตรงหรือปริยายแต่ประการใด อันนี้เป็นความจริง ผมกระทำในฐานะของผมเป็นข้าฯของแผ่นดิน เหมือนกับคุณประมวลก็กระทำเขียนหนังสือพระราชอำนาจในฐานะซึ่งเป็นคนที่รักแผ่นดิน
อีกข้อหาหนึ่งก็คือว่า พึงกระทำด้วยความระมัดระวังพิเศษ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในฐานะที่จะชี้แจงหรือตอบโต้ความเข้าใจผิดได้ในทุกกรณี ถูกต้องครับ ก็เพราะว่าไม่สามารถจะชี้แจงหรือแสดงออกก็เลยมีการละเมิดอยู่ตลอดเวลา โดยใช้หลักของการที่พระมหากษัตริย์ สถาบันกษัตริย์ พูดไม่ได้ พอใจจะทำอะไรก็ทำ เพียงแต่ว่าพฤติกรรมในการทำนั้นพิสูจน์ชัดว่าไม่ได้จงรักภักดีอย่างตรงไปตรงมา
อันสุดท้าย เป็นอันสุดท้ายที่ผมค่อนข้างอยากจะพูดยาวนิดหนึ่ง บมจ.อสมท ในฐานะที่เป็นสื่อมวลชน ผมว่าท่านประท่านเรวัต ฉ่ำเฉลิม ท่านกรรมการ ธงทอง จันทรางศุ ท่านกรรมการผู้จัดการ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ระหว่างเป็นสื่อมวลชนกับเป็นเครื่องมือของรัฐบาลไม่เหมือนกัน ถ้า บมจ.อสมท เป็นสื่อมวลชน คำถามที่ผมถามมาตลอดเมื่อกี้นี้ บมจ.อสมท ในฐานะสื่อมวลชนจะต้องไปค้นหาคำตอบให้กับประชาชน ไม่ใช่หาคำแก้ตัวให้กับรัฐบาลในทุกๆ เรื่อง เฉพาะฉะนั้น ให้เป็นที่ประจักษ์ในการแถลงข่าววันนี้ว่า บมจ.อสมท ไม่ใช่สื่อมวลชน แต่เป็นเครื่องมือของรัฐบาล ที่พูดเช่นนี้ต้องแยกแยะคนทำงานใน อสมท ออก จากการร่วมงานของคนในอสมท. เป็นคนดี เป็นคนน่ารัก มีคนที่เป็นมืออาชีพอยู่มาก แต่ว่าจำใจต้องอยู่ในเงื่อนไขต่างๆ วันนี้เป็นบทพิสูจน์ของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเข้าไปสู่ตลาดหลักทรัพย์ เพราะว่าแปรรูปจริงต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ ก็ต้องมีธรรมรัฐใช่ไหม ธรรมรัฐหนึ่งของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์
นอกจากความโปร่งใสแล้วก็ต้องเป็นธรรมรัฐในวิชาชีพ บมจ.อสมท เข้าไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ไม่มีธรรมรัฐของวิชาชีพ เพราะไม่สามารถจะพูดความจริงต่อประชาชนได้นะครับ นั่นคือหน้าที่ที่ผมจะชี้แจงข้อกล่าวหาทั้งหมด
ผมขอพักในส่วนผมเพียงแค่นี้ ต่อไปเป็นหน้าที่ของคุณสโรชา พรอุดมศักดิ์ คุณอยากจะถามคุณสโรชา พรอุดมศักดิ์ อะไรถามก่อน พอคุณสโรชาตอบหมดแล้วค่อยมาถึงคิวผมเป็นการปิดท้าย เชิญฮะ
สโรชา พรอุดมศักดิ์ ผู้ร่วมดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์
ก็คงขอสั้นๆ นะคะว่า ถึงแม้ว่า คือจริงๆ แล้วไม่อยากจะบอกว่าเสียดาย แต่ก็คือจริงๆ แล้วก็คือเสียดายสำหรับเมืองไทยรายสัปดาห์ แอ้มในฐานะที่เป็นพิธีกรเป็นคนที่ดำรงอาชีพสื่อมวลชน เป็นพิธีกร เป็นผู้ดำเนินรายการ ก็ได้เรียนรู้กับรายการนี้มามาก ใน 2 ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นโอกาส และเป็นโอกาสที่คุณสนธิได้มอบให้ ก็เสียดายค่ะที่ไม่ได้เรียนรู้ต่อนะคะ แต่ก็ในฐานะผู้น้อยก็ขอที่จะอยากจะดำรงอาชีพนี้ต่อไป แล้วก็จะได้ถือโอกาสที่จะเรียนรู้ต่อไปอีกเช่นเดียวกัน ทุกครั้งที่ดำเนินรายการแอ้มจะพยายามพูดตลอดเวลาว่า สิ่งที่เราพูดคุยกันในรายการนี้เป็นความคิดเห็นของคุณสนธินะคะ
ในฐานะผู้ที่เฝ้าสังเกตการณ์ และดำรงอาชีพสื่อมวลชนมาตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมา และจะเน้นย้ำอยู่เสมอนะคะว่า คุณผู้ชมฟังแล้วก็ใช้วิจารณญาณของตัวเองรับฟัง แล้วจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้นก็ขึ้นอยู่กับคุณผู้ชมแต่ละท่านที่จะพิจารณา ซึ่งตรงนี้แอ้มก็ถือว่า ดีใจที่ได้ทำมาตลอด 2 ปี ไม่รู้สึกเสียใจเลยกับผลงาน หรือว่ากับการดำเนินรายการที่ผ่านมานะคะ แล้วก็ หวังว่าเราจะได้ร่วมกันทำรายการต่อๆ ไปในช่องทางไหนช่องทางหนึ่ง เพื่อที่เราจะได้พูดคุย ได้นำเสนอความคิดของบุคคลที่แอ้มคิดว่า ได้มีความเชี่ยวชาญ และได้ศึกษาเรื่องราวในบ้านเมืองเรามานานพอสมควร ถือว่าเป็นประโยชน์ แต่ว่า ณ ที่นี้แอ้มคงจะไม่ตัดสินนะคะในฐานะผู้น้อยว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือใครเป็นฝ่ายผิด ก็ในฐานะเด็กคนนึง หรือว่าผู้น้อยที่ดำรงอาชีพผู้ดำเนินรายการก็หวังว่าจะได้โอกาสในการทำงานนี้ต่อไปในอนาคตค่ะ
ถาม-ตอบ
สนธิ - ขอแบ่งเป็น 2 ตอน ผมเคยพูดกับเขามานานแล้วว่า คุณไม่พอใจการแสดงออกอะไรของผม บอกผมได้ ผมจะหยุดรายการไปเลย ผมยอมรับในอำนาจเผด็จการของรัฐบาลทุกรัฐบาลที่คุมสื่อฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อโทรทัศน์ วิทยุ เพราะเขามีอำนาจเด็ดขาด สื่อหนังสือพิมพ์เขาไม่มีอำนาจ แต่เขาก็ใช้อำนาจทางธุรกิจเข้ามาเพื่อยึดครอง เพียงแต่รัฐบาล หรือ อสมท คงจะน่าเห็นใจ คนที่เป็นกรรมการบอร์ด อสมท. หรือผู้อำนวยการ ทำอะไรมากไม่ได้ เพราะมีความจำเป็นที่จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามไม่งั้นคงไม่ได้นั่งในตำแหน่ง ไม่ได้เงินเดือนเยอะแบบนั้น เพราะฉะนั้นด้านนี้ผมเฉยๆ ไม่ตื่นเต้น ถ้าถามว่าเป็นการคุกคามสื่อฯ หรือไม่ เอาเป็นว่ารัฐบาลชุดนี้ เป็นชุดที่กลัวเงาตัวเอง แม้กระทั่งเงาตัวเองเห็นยังกระโดดหนี เพราะฉะนั้น ผมคิดว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่ต้องการพูดข้างเดียว ใครไม่เห็นด้วย ไม่รักชาติ เพราะฉะนั้นรัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่ผูกขาดการรักชาติแต่ผู้เดียว
ถาม - คุณสนธิเกรงไหมกับการถูกคุกคาม
สนธิ - คนเกเรถ้าไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นคนอื่นอยู่แล้ว มันก็เกเรได้ทุกเรื่อง คำถาม คุณกล้าพอที่จะยืนหยัดกับมันหรือเปล่า ถ้าจะสรุปคำถามคุณ คำตอบที่เป็นองค์รวมที่ดีที่สุดน่าจะเป็น คนบางคนยังเข้าใจผิดว่าอำนาจจะอยู่อมตะนิรันดร์ อำนาจเป็นธรรม คือต้องใช้ธรรมในการทำอำนาจ ไม่ใช่สร้างอำนาจให้เป็นธรรม เพราะฉะนั้นการคุกคามมีหลายรูปแบบ มีอยู่ตลอดเวลา มันไม่หยุดยั้งหรอก และแน่นอนที่สุดผู้ที่รับผิดชอบก็จะบอกไม่รู้เรื่องและเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในสังคม ต้องยอมรับมันไป ช่วยไม่ได้เราไปลุ่มหลงหลงใหลกับมายาภาพมากไป
ถาม - ย้ำนิดนึงได้ไหม ที่บอกว่าถูกคุกคามมีอะไรบ้าง
สนธิ - ก็มีเรื่องการส่งคนติดตาม เอารถจอดหน้าปากซอย ท้ายซอย สรรพากรมาตรวจสอบบริษัทในเครืออย่างไม่มีเหตุผล และไม่ได้เป็นคำสั่งอย่างเป็นทางการ แต่มีการดำเนินการที่จะตรวจสอบทรัพย์สินส่วนตัวผม แต่ก็เฉยๆ เพราะคนที่หลังชนกำแพงและรู้ว่าตัวเองเริ่มนับวันที่จะต้องลง ก็ต้องดิ้นสุดฤทธิ์ จริงๆ ที่เสียดายคือ สิ่งที่ขออยู่และที่ถาม รัฐบาลชุดนี้มาตลอดผ่านรายการเมืองไทยรายสัปดาห์คือ คุณทำเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชั่น ให้โปร่งใสหน่อยได้ไหม ไม่ได้ขออะไรมากเลย 2 คุณทำเรื่องการแต่งตั้งคุณวิสุทธิ์ มนตริวัต ที่ส่งเรื่องไป 90 กว่าวันแล้ว ก็ยังไม่โปรดเกล้าฯ ลงมา คุณไม่รู้สึกผิดปกติหรือ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือการทำไมมีสมเด็จพระสังฆราชตั้ง 2 พระองค์ เรื่องแค่นี้ไม่ใช่เรื่องที่ตอบไม่ได้ เป็นเรื่องถามเพื่อให้ตอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีวาระซ่อนเร้น แค่นี้ไม่มีไรมากเลย มีคำถามอีกมั้ยครับ
ถาม - คิดว่าประเด็นไหนที่เขาสั่งปลดรายการกลางอากาศ
สนธิ - เขาไม่ได้ปลดผมกลางอากาศนะ เขาระงับ ระงับนั่นมันคุณสันต์ครับ ผมเข้าใจว่าคงจะกระทบกระเทือนในเรื่องของลูกแกะหลงทางมากกว่า ข้อความของเรื่องที่อ่านลูกแกะหลงทาง คือเขาบอกว่าเรื่องลูกแกะหลงทางเป็นการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม ผมก็ไม่รู้ว่าเหมาะหรือเปล่า ช่วยแจกไปคนละแผ่นนะครับ
ถาม คิดว่าทางภาครัฐกลัวคุณสนธิไหมครับ ถึงต้องทำอะไรประเภทนี้
สนธิ - ท่านนายกฯ ไม่เคยกลัวใครอยู่แล้วในโลกนี้ ท่านจะไปกลัวใครได้ไง ท่านชี้อยู่แล้วว่าผมไม่กลัวใครทั้งสิ้น ท่านจะอยู่ถึง 4 ปี ก็ท่านพูดเองทั้งๆ ที่ไม่มีใครถามท่าน จำไม่ได้หรือจู่ๆ ท่านก็พูดขึ้นมาเอง ไม่ได้มีใครถามท่านเรื่องจงรักภักดีเลยท่านก็พูดขึ้นมาเอง ที่ผมแจกให้คุณดูเนี่ย เป็นรูปแม่ไก่ ที่ฝักไข่และแม่ไก่ก็คิดว่าเป็นลูกไก่เจี๊ยบๆ อีกตัว ปรากฏว่าออกมาเป็นแมว และเขียนว่าหลายครั้งเราต้องประสบสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน เคล็ดลับของความสำเร็จคือต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ขอให้กล้าหาญและเชื่อมั่นและจะโชคดี การ์ตูนและลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในหนังสือของมูลนิธิสายใจไทย ผมไม่มีความเห็นครับ เดี๋ยวจะหาว่าผมไปละลาบละล้วง แม่ไก่คิดว่าที่ฝักไข่ออกมาเป็นลูกไก่แต่กลายเป็นแมว แมวก็ไล่ไปกินลูกไก่ มีคำถามอีกมั้ยครับ
ถาม - จะทำรายการอื่นอีกมั้ย
สนธิ- ผมไม่สนใจ ผมไม่ได้ยึดติดกับรายการนี้ที่ทำให้คนรู้จัก ผมทำเพราะว่ามีศรัทธาและความเชื่อมั่นในสิ่งที่ผมพูด ผมไม่ได้ทำเพื่อให้ผมเดินไปนู้นไปนี่เพื่อให้คนรู้จักผม และทักทายผม ไม่มีงานเลี้ยงไหนที่ไม่เลิกลา ได้ออกแล้วยังไงไม่ได้ออกแล้วยังไง ขอให้ผมได้ทำได้พูดในสิ่งที่ผมเชื่อ ผมพอใจแล้ว ถามว่าผมจะทำอะไรหรือเปล่า ก็ถ้าประชาชนคิดถึงมาก ก็อาจจะขอเช่าพื้นที่สวนลุมจาก กทม.เปิดเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรอาทิตย์ละครั้ง 17.00-20.00 น. ใครจะทำไมล่ะ ก็เชิญพรรคพวกหรือชาวบ้านที่อยากจะฟังความจริงในสังคมจากสื่อมวลชนคนหนึ่งที่กล้าพูด ก็เป็นทางออกของผมอีกทางหนึ่งนะครับ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ หรือเพื่อนฝูงมติชน หรือหลายๆ ฉบับ ก็เป็นทางออกอีกทางหนึ่ง
เว็บไซต์ผู้จัดการซึ่งมีคนเข้าดูวันหนึ่งประมาณ 4-5 แสนคน ก็เป็นทางออกอีกทางหนึ่ง วิทยุผ่านอินเตอร์เน็ตก็เป็นทางออกอีกทางหนึ่ง โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอชทีวี ก็เป็นทางออกอีกทางหนึ่ง ผมไม่ได้ย่อท้อครับ ผมเพียงเชื่อในสิ่งที่ผมทำ มีศรัทธาในสิ่งที่ผมทำ ผมไม่ได้ทำเพียงเพราะคนสั่งให้ผมทำ ผมไม่ได้ทำเพียงเพระาว่ามีคนจะให้ผลประโยชน์ผมในการทำ ผมทำเพราะว่าความบริสุทธิ์ใจว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้องที่ผมทำ ผมทำเพราะผมเชื่อว่าชาตินั้นมีองค์ประกอบอยู่ 2 อย่างเท่านั้นเอง 1 ศาสนา
และ 2 พระมหากษัตริย์ ถ้าศาสนาอ่อนแอพระมหากษัตริย์ก็อ่อนแอ ถ้าพระมหากษัตริย์ถูกละเมิดศาสนาก็อ่อนแอ สถาบันการเมืองมาแล้วจากไป สถาบันการเมืองไม่ใช่ส่วนประกอบของชาติ เพราะฉะนั้นชาติก็จะประกอบด้วย 2 ส่วนนี้เท่านั้นเอง ผมเชื่อเพียงแค่นี้ เมื่อส่วนใดอ่อนแอมากจนเกินไปผมในฐานะที่เป็นสื่อมวลชนและเป็นพสกนิกรและเป็นทั้งอุบาสกซึ่งเคารถในพระพุทธศาสนา ก็จำเป็นจะต้องออกมาเพื่อที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ ครับมีอะไรอีกมั้ยครับ
ถาม - อย่างการที่หนังสือพิมพ์มติชนก็มีการเข้าไปซื้อหุ้นโดยแกรมมี่ โดยหลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นการแทรกแซงสื่อ เพราะจะทำให้แกรมมี่เนี่ยควบคุมสื่อหนังสือพิมพ์บางส่วนอย่างรวดเร็ว
สนธิ - ผมตอบอย่างนี้ดีกว่า ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนต้นคิดให้มาซื้อหนังสือพิมพ์ เพียงเพื่อคิดว่าเมื่อซื้อไปแล้วสื่อมวลชนทางด้านสิ่งพิมพ์จะหยุดวิพากษ์วิจารณ์ ผมไม่รู้ว่าคนที่มาให้คำแนะนำใช้สมองส่วนไหนคิด หรือว่าใช้หัวส่วนล่างคิดผมก็ไม่รู้ แต่ว่าหนังสือพิมพ์ หรือแม้กระทั่งรายการที่ผมทำนั้น มันเป็นองค์ประกอบ 2 อย่าง หนังสือพิมพ์นั้นเป็นองค์ประกอบวัตถุดิบองค์หนึ่ง ก็คือ กระดาษ แท่นพิมพ์ และหมึก อีกองค์ประกอบหนึ่ง คือ จิตวิญญาณ จิตวิญญาณก็คือว่า นัยความคิดในตัวอักษรที่ออกมาตรงนี้มันซื้อกันไม่ได้ ตรงนี้มันซื้อกันไม่ได้ เหมือนกันผมเคยออกรายการแล้วคนก็บอกว่า คุณสนธิทำไมถึงไม่พูดจาประนีประนอม เชียร์รัฐบาลบ้างเผื่อที่จะได้มีรายการอยู่ไปได้นานๆ ผมบอกว่า เฮ้ยเข้าใจผิดแล้วเพื่อน คุณเข้าใจผิดแล้ว ถ้าผมไปทำอย่างนี้ ผมไปขายเต้าฮวยดีกว่า อาชีพผมเป็นสื่อมวลชน
ไม่ใช่สิ่งซึ่งท่านประธานเรวัตพูดว่า บมจ.อสมท เป็นสื่อมวลชน เมื่อเราตัดสินใจเดินทางด้านนี้แล้วอะไรถูกเราต้องบอกถูกไม่เข้าข้างใคร อะไรผิดเราต้องบอกผิด อย่าไปเกรงว่าจะมีการมานั่งต่อรองกันว่า ผมจะปิดรายการคุณนะเบาๆ หน่อยแล้วรายการคุณจะอยู่ได้นาน คนที่คิดเช่นนั้นคือคนที่มีอัตตา กลัวว่าตัวเองจะไม่ได้ออกทางทีวี เพราะฉะนั้นแล้วลักษณะแบบนี้จะมีตลอดเวลา จะมีตลอดเวลา คุณไม่ต้องกังวลใจหรอก รายการอะไรก็ตามพูดออกไปแล้วผู้ที่มีอำนาจไม่พอใจก็จะถูกบีบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางวิทยุ ไม่ว่าจะเป็นทางโทรทัศน์ หรือว่าทางหนังสือพิมพ์ก็มีหลายวิธี เข้าใจไหมฮะ
ถ้าจะให้ผมออกความเห็นเรื่องคุณไพบูลย์กับมติชน คือผมจะเสียใจอยู่นิดเดียวว่า คุณไพบูลย์ไม่ใช่คนทำหนังสือพิมพ์ ชีวิตคุณไพบูลย์ไม่เคยต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมเลย คุณไพบูลย์สมัยคุณสุขวิช รังสิตพล เป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ คุณไพบูลย์เป็นคนวิ่งเต้นขายคอมพิวเตอร์ให้กับกระทรวงศึกษาฯ รัฐบาลชุดพรรคประชาธิปัตย์ คุณไพบูลย์ก็สนิทสนมกับคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ได้เวลาวิทยุ ได้เวลาทีวีมา พอมายุคไทยรักไทยคุณไพบูลย์ก็ทานข้าวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นประจำ คุณไพบูลย์ไม่ใช่ คุณไพบูลย์เป็นพ่อค้าลูกเดียวเท่านั้นเอง วันที่เค้าสู้กันจะเป็นจะตายผมไม่รู้คุณไพบูลย์หายไปไหน แต่จะโผล่มาตอนที่มาอ้างว่าตัวเองมีทรัพย์สินเป็นหมื่นล้าน มีคำถามไหมครับ
ถาม - คุณสนธิคิดว่าตอนนี้เมืองไทยอยู่ในยุคกลียุครึเปล่า
สนธิ - ผมตอบอย่างนี้ดีกว่า เมื่อใดก็ตามผู้นำไร้คุณธรรมเมื่อนั้นประชาชนจะถวิลหาพระเจ้าอยู่หัว จบ
ถาม - อยากทราบว่าเมื่อรายการพูดถึงความจริง แต่โดนถอด จะมีผลต่อบรรทัดฐานรายการอื่นๆ ที่เสนอประมาณนี้หรือเปล่า?
สนธิ - คุณสรยุทธ กับคุณกนก คงทำงานยากขึ้น เพราะทุกวันนี้คุณสรยุทธ กับคุณกนกเป็นคนที่ผมรัก เขาทำได้เท่าที่ขอบเขตของเขาจะอนุญาตให้ทำ บางครั้งเขาทำสุดความสามารถแล้ว พวกเราต้องเห็นใจคุณสรยุทธ คุณกนก หลายครั้งเขาเอาเรื่องซึ่งไม่ให้เอาออก แต่เอาออกมาอีกแง่มุมหนึ่ง แต่มันจะทำให้ทั้ง 2 คนทำงานยากขึ้น ส่วนรายการอื่นที่จ้อกันผมไม่มีความเห็น เขาจะจ้อกันต่อไป
มีความเห็นต่อไหม ถ้าไม่มี ผมจะบอกว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่มีวิกฤตมากในเวลานี้ วิกฤตสำคัญที่สุดคือ วิกฤตศรัทธา มันเกิดจากความไม่โปร่งใสของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามคอร์รัปชั่นที่ไม่โปร่งใส ที่มีแต่ปลาซิวปลาสร้อยได้ แต่นักการเมือง ญาติพี่น้องไม่เคยโดน วิกฤตการเล่นพวกเล่นพ้องยังเห็นชัด
การต่ออายุท่านปลัดยุติธรรม ซึ่งเป็นน้องเขยขึ้นมาเป็นปีที่ 7 จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ข้าราชการกระทรวงยุติธรรม ที่เป็นระดับรองปลัด เขาก็ฟังไม่ขึ้น แต่ในมุมกลับ กลับมาย้ายปลัดกระทรวงสาธารณสุขกระทันหัน ทุกอย่างเป็นดับเบิลสแตนดาร์ดไปหมด อะไรก็ตามที่ทำแล้วเป็นประโยชน์กับตัวเอง ก็จะเอากติกานั้นมาเป็นประโยชน์กับตัวเอง อะไรก็ตามที่ทำแล้วเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล ก็จะไม่พูดจาในเรื่องกติกาต่างๆ เหล่านี้
เพราะฉะนั้นื วิกฤตศรัทธาก็เกิดขึ้น ถ้าจะเทียบรัฐบาลชุดพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลช่างทาสี ต้องเทียบว่ารัฐบาลชุดนี้ เป็นรัฐบาลชุดพ่นสี ที่เสียดายคือพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ใช่ทางออกของประชาชนในการเป็นผู้นำทางฝ่ายค้าน ไม่มีเชื่อพรรคประชาธิปัตย์เช่นกัน เพราะฉะนั้นสังคมไทยเป็นสังคมที่น่าสงสาร เพราะรากหญ้านั้นสนใจอย่างเดียวคือ เงินทองที่ถูกเอาไปฟาดหัว แต่หลักเกณฑ์ศีลธรรม ต้นทุนสังคม ต้นทุนเศรษฐกิจ ผิดเพี้ยนไปหมด ต้นทุนทางศีลธรรมตกต่ำ แต่ต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงขึ้นเพราะคอร์รัปชัน กรณีซีทีเอ็กซ์ เป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งที่เห็น ใต้นั้นยังมีอีกมหาศาล
เพราะฉะนั้น สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่ทุกคนถวิลหาพระเจ้าอยู่หัวฯกัน เมื่อใดใครก็ตามเห็นพระเจ้าอยู่หัวฯ เป็นเพียงแค่ตรายาง เมื่อนั้นแสดงว่าประเทศไทยสามารถซื้อขายได้ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญถูกร่างโดยนักการเมือง พรรคการเมืองเกิดขึ้นเพราะทุน เมื่อทุนสร้างพรรคการเมือง พรรคการเมืองซื้อนักการเมือง นักการเมืองออกกฎหมาย ก็สามารถซื้อขายประเทศได้ให้พรรคพวกตัวเอง นั่นคือสิ่งที่ผมเป็นห่วง
วันนี้ผมมีเพียงแค่นี้ ถ้ามีโอกาสหน้าจะทำเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ขอให้สื่อฯช่วยกระจายข่าวหน่อยนะครับ เมื่อไม่ให้ออกทางโทรทัศน์ ก็ต้องออกตามถนน ตามเวทีสาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมาย